Page 1 of 2 12 LastLast
Results 1 to 10 of 17
  1. #1
    Join Date
    Oct 2006
    Location
    USA
    Posts
    319
    Thanks
    0
    Thanked 8 Times in 3 Posts

    Thai Short Story

    I need to know if you are interested in reading Thai novels, short stories or articles. There are some Thai writers that allow me to post their stories on this forum.

    I have a short story for you and it is easy to read. This one is funny; it is based on true story. You will also learn about the life of the refugees in America.

    This story หนุ่มเวอร์จิ้น(The Virgin) is written by PeggySueGuerra. PeggySue is a columnist for a Thai magazine "Volume". She has edited and simplified the story for our readers.

    She uses "เพ็กกี้" as a first person singular pronoun.

    I hope you enjoy it.

    หนุ่มเวอร์จิ้น

    เพ็กกี้มีเพื่อนหลายชาติหลายภาษา ที่ประทับใจมากที่สุดคนหนึ่ง เขาเป็นชาวเวียตนาม เพื่อนคนนี้อพยพมาอยู่อเมริกานานมากแล้ว ตั้งแต่หลังจากที่เวียตนามเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็ นระบอบคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นหมงพระเอกของเรื่องนี้มีอายุแค่สิบแปดปี หมงเล่าว่าเด็กหนุ่มวัยเดียวกับเขาเป็นที่ต้องการของ ชาติ เด็กหนุ่มเหล่านี้จะถูกส่งไปรับการฝึกเป็นทหาร ถ้าขัดขืนก็ต้องถูกฆ่าตายหมงและพี่ชายไม่ต้องการไปเป ็นทหารในระบอบคอมมิวนิสต์ เขาจึงหลบหนีออกจากเวียตนาม

    อันที่จริงหมงเป็นลูกจีนที่เกิดในเวียตนาม ครอบครัวของหมงพูดภาษากวางตุ้ง หมงพูดได้สองภาษาคือ ภาษาจีนกวางตุ้งและภาษาเวียตนาม หมงเล่าว่า เขาและพี่ชายหลบหนีออกจากฮานอย หลบซ่อนตัวอยู่ตามชนบท แล้วหนีลงเรือ มุ่งหน้าไปยังประเทศไทย

    ชีวิตในเรือไม่สะดวกสบายนัก มีคนหนีออกจากเวียตนามมากมาย ดังนั้นในเรือจึงแออัดมาก อาหารการกินก็ค่อนข้างจะอัตคัต ที่นั่งที่นอนในเรือก็คับแคบ ความสะอาดและสุขลักษณะในเรือนั้นแย่มากๆหมงก็ทนอยู่ใ นเรือเป็นเดือน โดยมีความหวังว่า เมื่อถึงประเทศไทยแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้น

    ที่ประเทศไทยเขาได้พักอยู่ในค่ายของผู้อพยพ เพื่อรอให้ประเทศที่สามรับตัวไป เพ็กกี้จำรายละเอียดไม่ได้ว่า หมงไปอยู่อเมริกาได้อย่างไร ที่แน่ใจก็คืออาหมงจะต้องมีสปอนเซ่อร์ที่อเมริการับร อง หกเดือนหลังจากที่พักอยู่ในค่ายผู้อพยพที่เมืองไทยหม งและพี่ชายก็เดินทางไปอเมริกา

    เมื่อไปถึงอเมริกาใหม่ๆ หมงรู้สึกเปิ่นมาก วางตัวไม่ถูก ทุกอย่างไม่เหมือนที่เวียตนามหรือเมืองไทย หมงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมใหม่ รวมทั้งหัดพูดภาษาอังกฤษด้วย ทางรัฐบาลอเมริกันได้ให้ความช่วยเหลือผู้อพยพให้ตั้ง ตัวในประเทศใหม่นี้ได้ หมงกับพี่ชายได้มาอยู่ในชุมชนของผู้อพยพจากเวียตนาม หมงได้งานทำในร้านอาหารของคนจีน เริ่มจากเป็นคนคอยเก็บกวาดทำความสะอาดโต๊ะ หลังจากที่ลูกค้าลุกไปแล้ว ทำอยู่หลายปีพอพูดและฟังภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้น ก็ได้เลื่อนเป็นพนักงานเสริฟ

    ร้านอาหารจีนส่วนใหญ่จะเริ่มเปิดขายตั้งแต่สิบเอ็ดโม งเช้า และปิดสี่ทุ่ม บางร้านอาจจะเปิดเป็นสองช่วงคือ ช่วงกลางวันเปิดตั้งแต่สิบเอ็ดโมงเช้าจนถึงบ่ายสองโม ง ปิดร้านหลังบ่ายสอง แล้วก็เปิดใหม่ขายตอนเย็นตั้งแต่ห้าโมงเย็นไปจนถึงสี ่ทุ่ม บางร้านก็ไม่มีช่วงหยุดพักตอนบ่ายเลย เปิดขายตลอดวัน

    งานในร้านอาหารเป็นงานหนัก ทำงานกันหลายชั่วโมง ร้านที่อาหมงทำงานอยู่เปิดขายทั้งวัน อาหมงต้องมาทำงานตั้งแต่สิบโมงเช้า ตรวจดูความพร้อมก่อนที่จะเปิดร้าน ถึงแม้ว่าร้านจะปิดขายสี่ทุ่ม แต่พนักงานในร้านก็ต้องดูแลความเรียบร้อยในร้านก่อนท ี่จะกลับบ้าน กว่าจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาห้าทุ่มบางครั้งลูกค้านั ่งนาน กว่าจะออกจากร้านก็เลยห้าทุ่มไปแล้ว พนักงานก็ต้องอยู่ดึกล่วงเวลา เพื่อดูแลความเรียบร้อย ร้านนี้ไม่ปิดพักตอนบ่าย พนักงานก็ต้องอยู่ที่ร้านตลอดเวลา หลังบ่ายสองโมงอาจจะมีลูกค้าเข้ามากินอาหารบ้าง แต่ก็ไม่มากนัก

    หมงได้หยุดเพียงอาทิตย์ละหนึ่งวัน พอถึงวันหยุดหมงก็อยากจะนอนพักผ่อน เพราะวันธรรมดาก็ได้นอนน้อยอยู่แล้ว ไม่มีอารมณ์จะออกไปเที่ยวไหน อยากจะไปเรียนหนังสือเพิ่มเติมก็ไม่มีโอกาส เพราะต้องทำงานเกือบทุกวัน ภาษาอังกฤษของหมงไม่ได้อยู่ในขั้นดีนัก แต่ก็สามารถพูดและฟังพอจะเข้าใจได้

    หมงมีชื่อทั้งภาษากวางตุ้งและภาษาเวียตนาม เมื่อมาอยู่อเมริกาก็จำเป็นต้องมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ด้วย เพราะชื่อภาษาจีนของอาหมง ไม่คุ้นหูฝรั่ง หมงใช้ชื่อวิคเตอร์ (Victor) ซึ่งพยายามจะให้ใกล้เคียงกับชื่อภาษาเวียตนามว่าVu

    หมงเป็นคนขยัน ร้านอาหารจีนแห่งนี้ขายดีมาก หมงจึงได้เงินทิปจากลูกค้ามาก เงินรายได้ส่วนหนึ่งหมงส่งไปให้แม่ที่ยังอยู่ที่เวีย ตนาม ที่ร้านจีนแห่งนี้มีคนไทยทำงานอยู่ด้วย หมงจึงมีเพื่อนคนไทยหลายคน เพ็กกี้ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับหมง จากคนไทยที่ทำงานในร้านนี้

    หมงมาเที่ยวที่บ้านเพ็กกี้บ่อยๆ เขาปรารภอยู่เสมอว่า อยากจะไปทำงานอื่น ตอนนี้เขายังอายุน้อย ยังมีเรี่ยวแรงที่จะทำงานหนัก แต่เมื่อเขาอายุมากขึ้น เขาคงจะไม่มีแรงแบกถาด ในร้านอาหารจีนนั้น อาหารแต่ละชนิดก็ใส่มาในจานใบใหญ่ๆ เวลาเสริฟก็ต้องยกถาดหนักๆไปเสริฟลูกค้า บรรดาคนเสริฟไม่ว่าหญิงหรือชาย จะแบกถาดหนักๆด้วยมือข้างเดียวเสมอระดับไหล่ การยกถาดแบบนี้ทำให้มีความสมดุล แต่ก็ต้องฝึกอยู่นานกว่าจะทำได้คล่อง

    ทางเลือกของหมงมีไม่มากนัก เพราะความรู้เขาน้อย อาชีพคนเสริฟเป็นอาชีพที่ได้เงินดีจากทิปที่ลูกค้าให ้ เมื่อแก่ตัวลงความคล่องตัวก็จะลดลง ถ้าจะให้ไปทำอาชีพอื่นอย่างเช่นแคชเชียร์ รายได้ก็ไม่ดีเหมือนกับเป็นคนเสริฟ เพ็กกี้ก็บอกหมงว่า ให้ดูไปเรื่อยๆก่อน อาจจะมีจังหวะดีๆที่หมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได้

    หมงกับเพ็กกี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เวลาที่เขาว่าง เขาก็จะแวะมาคุยด้วยที่บ้าน เพ็กกี้ชอบอัธยาศัยของหมง ใครๆก็รักเขา ไม่ว่าจะเป็นนายจ้าง เพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่ลูกค้าบางคน เราคบค้ากันอยู่ได้สองปีเศษ เพ็กกี้ก็มีเหตุต้องย้ายรัฐ

    ถึงแม้ว่าเพ็กกี้จะย้ายรัฐ แต่เพ็กกี้กับหมงก็ยังติดต่อกันอยู่ หมงบอกเพ็กกี้ว่า อยากจะย้ายมาอยู่รัฐเดียวกับเพ็กกี้ เผื่อจะมีช่องทางหางานดีๆทำ เมืองที่เพ็กกี้อยู่เป็นเมืองใหญ่ มีคนต่างชาติมากมายโดยเฉพาะคนเวียตนาม เพ็กกี้ยินดีช่วยหมงเสมอ เพราะเขาเป็นเพื่อนที่ดี อยากจะสนับสนุนให้เขาได้งานดีๆทำ

    หลังจากที่เพ็กกี้ย้ายไปอยู่รัฐเท็กซัสได้ประมาณหนึ่ งปี หมงก็ตัดสินใจจะย้ายมาอยู่เท็กซัสกับเพ็กกี้ เขาขับรถจากรัฐฟลอริด้า มาหาเพ็กกี้ที่รัฐเท็กซัส ระยะทางทั้งหมด1200ไมล์ เขาขับมาคนเดียว หยุดพักแค่เข้าห้องน้ำและเติมน้ำมัน หมงใช้เวลาสิบเจ็ดชั่วโมงขับมาถึงเท็กซัส เพ็กกี้เคยขับรถคนเดียวจากเท็กซัสไปฟลอริด้า ยังต้องใช้เวลาถึงสองวัน เพ็กกี้จะไม่ขับรถทางไกลเวลากลางคืนเด็ดขาด หมงคงใจร้อนอยากจะถึงเร็วๆ

    หมงมาพักอยู่กับเพ็กกี้ เพ็กกี้ก็ช่วยมองดูงานให้ แต่หมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก อยู่มาวันหนึ่งหมงเดินออกไปซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ (Convenient Store)ใกล้ๆบ้าน ได้พบคนเวียตนามที่ทำงานที่นั่น หลังจากที่ทักทายคุยภาษาเดียวกันแล้ว คนเวียตนามคนนั้นก็แนะนำให้หมงไปสมัครงานที่ร้านสะดว กซื้ออีกแห่งหนึ่ง ซึ่งผู้จัดการร้านก็เป็นคนเวียตนาม เขากำลังต้องการคนอยู่พอดี

    หมงสองจิตสองใจไม่อยากไปทำงานที่ร้านสะดวกซื้อ เขาไม่ชอบงานเป็นคนขายของ รายได้ก็น้อย ถ้าไม่ทำงานก็จะไม่มีรายได้เข้ามา ในที่สุดหมงก็ไปหาผู้จัดการร้าน ผู้จัดการกำลังต้องการคน เขาจึงรับหมงเข้าทำงาน และให้เริ่มงานวันรุ่งขึ้น พนักงานใหม่ของร้านจะถูกจัดให้อยู่เวรดึก เริ่มงานตอนห้าทุ่ม และออกเวรตอนเจ็ดโมงเช้า หมงไม่ชอบเลย แต่ก็ไม่มีทางเลือก

    หมงไปทำงานด้วยความวิตกทุกวัน กลางคืนเขาต้องอยู่เวรคนเดียว เขากลัวว่าตอนดึกๆจะมีคนเข้ามาจี้ หรือปล้นร้าน ในช่วงที่หมงเริ่มไปทำงานเป็นฤดูหนาว เวลาที่หมงเห็นลูกค้าใส่เสื้อโค้ดเดินเอามือล้วงกระเ ป๋าเข้ามาในร้าน หมงก็จะระแวงว่า ลูกค้าจะพกอาวุธไว้ในเสื้อโค้ด

    ในเวลาตีสามของคืนหนึ่ง หมงอยู่ที่ร้านคนเดียวตามปรกติ มีลูกค้าผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน เขาเดินเข้ามาจนชิดเคาน์เตอร์ แล้วพูดเสียงต่ำๆกับหมงว่า “I need a rubber.” ด้วยความหวาดระแวง อาหมงได้ยินว่าผู้ชายคนนั้นจะเข้ามาปล้น (I want to rob you.)

    หมงก็รีบกวาดเงินที่มีอยู่ในลิ้นชักทั้งหมดใส่ถุง ผู้จัดการเคยบอกไว้ว่า ถ้าโดนปล้นอย่าขัดขืน คนร้ายอยากได้อะไรก็ให้มันไป เพราะร้านมีประกัน หมงก็ทำตามที่ผู้จัดการเคยบอก ก่อนที่จะส่งเงินให้โจร อาหมงยังถามโจรว่า “Would you like changes?” (คุณต้องการพวกเหรียญด้วยไหม)

    ผู้ชายคนนั้นงง แล้วสักพักนึกขึ้นมาได้ เขาบอกกับหมงว่า “I don’t want to rob you. I want to buy a condom!” ผมไม่ได้จะปล้นคุณ ผมต้องการซื้อถุงยางอนามัย

    หมงเล่าว่าเขาอายที่สุดในชีวิต หมงไม่เคยรู้มาก่อนว่า คำว่า rubber เป็นภาษาสแลงที่เรียกถุงยางอนามัย อาหมงเป็นหนุ่มเวอร์จิ้น (Virgin) ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องพวกนี้มาก่อน คราวนี้หมงหน้าแตกยับเยิน เขาเล่าให้ผู้จัดการร้านฟัง ผู้จัดการหัวเราะก๊าก ด้วยนึกไม่ถึงว่า หมงจะไร้เดียงสา (naive)ถึงขนาดนี้

    ตอนที่เพ็กกี้เป็นเด็ก ครูที่เมืองไทยสอนว่า rubber แปลว่า ยางลบ เมื่อมาอยู่อเมริกาจึงได้รู้ว่าคนอเมริกันเรียกยางลบ ว่า eraser แต่ก็พอจะทราบว่าrubberหมายถึงถุงยางอนามัย

    หลังจากที่มีเหตุทำให้อับอายครั้งนั้นแล้ว หมงก็เริ่มมองหางานใหม่ หมงมีความรู้สึกว่าถ้าทำงานนี้ต่อไป จะต้องประสาทเสียเพราะความหวาดระแวง แต่งานก็ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ สำหรับคนที่มีความรู้จำกัด อย่างไรก็ดีหมงก็กลับไปหาอาชีพเก่าที่เคยทำตอนที่อยู ่ฟลอริด้า

    หมงได้งานเป็นพนักงานเสริฟในร้านอาหารจีน หมงสบายใจขึ้นกว่าตอนที่ทำที่ร้านสะดวกซื้อ ตอนนั้นหมงย้ายออกไปจากบ้านเพ็กกี้แล้ว ทุกคนที่ร้านรักหมง เพราะความที่หมงเป็นคนขยันและซื่อสัตย์ หมงเล่าให้เพ็กกี้ฟังว่า เจ้าของร้านขอให้หมงแต่งงานกับหลานสาวของเขาที่อยู่เ มืองจีน เพื่อที่จะให้หลานได้มาอยู่อเมริกาอย่างถูกกฎหมาย ตอนนั้นหมงโอนสัญชาติเป็นอเมริกันแล้ว

    เจ้าของร้านได้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ให้หมงไปแต่งงานที่เมืองจีน หมงยื่นเรื่องขอวีซ่าให้ภรรยา ภรรยาของหมงได้วีซ่าในเวลาหกเดือน เพ็กกี้เคยเห็นภรรยาของหมง เขาก็สวยดี แต่รู้สึกว่าเขาจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมีน้ำใจ หลังจากที่อยู่กินกันสักพัก ทั้งคู่ก็แยกทางกัน เพราะนิสัยเข้ากันไม่ได้ เพ็กกี้ก็ขาดการติดต่อกับหมงไปนานมาก รู้แต่ว่าหลังจากเลิกกับเมีย หมงก็กลับไปอยู่ฟลอริด้าเหมือนเดิม

    Please feel free to ask if you have any questions.

  2. #2
    Join Date
    Mar 2004
    Location
    Berlin / GERMANY
    Posts
    3,989
    Thanks
    471
    Thanked 680 Times in 427 Posts

    Re: Thai Short Story

    Thanks for the nice Story Suzie.

    This one would also be good as an Audio File (MP3).

    If you or somebody else would find the time to read the Story and Record it ?
    My interesting blog about Thailand at Thailand Blog ---> click here

  3. #3
    Join Date
    Oct 2006
    Location
    USA
    Posts
    319
    Thanks
    0
    Thanked 8 Times in 3 Posts

    Re: Thai Short Story

    นึกแล้วเชียวว่าใจดีจะต้องขอmp3 file ป้าหนูก็ถามเหมือนกัน
    ได้เลย "เดี๋ยวจัดให้"

  4. #4
    Join Date
    Mar 2003
    Location
    U.S.
    Posts
    831
    Thanks
    0
    Thanked 6 Times in 6 Posts

    Re: Thai Short Story

    อาจจะมีจังหวะดีๆที่หมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได
    แต่หมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก


    I noticed the writer switched between these two words in referring to employment opportunities. What's different about them in this context that would cause the writer to choose one word over the other?
    Last edited by Richard Barrow; 11-05-08 at 10:46 AM. Reason: Clicked on "advanced" then selected Thai text and clicked on Thai flag to make it larger

  5. #5
    Join Date
    Jan 2007
    Location
    sydney
    Posts
    261
    Thanks
    0
    Thanked 0 Times in 0 Posts

    Re: Thai Short Story

    Quote Originally Posted by jaibaan View Post
    อาจจะมีจังหวะดีๆที่หมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได
    แต่หมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก


    I noticed the writer switched between these two words in referring to employment opportunities. What's different about them in this context that would cause the writer to choose one word over the other?
    hi jaibaan,

    i'm away from a thai keyboard at the moment, so will have to forego any examples for the time being. let's see how far cut and paste can go...

    we can think of จังหวะ as meaning 'time' or 'a point in time' or 'a juncture', so

    อาจจะมีจังหวะดีๆที่หมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได้
    there might be a particular point in time at which he is able to change jobs
    OR
    at some point, things might line up nicely and allow him to change jobs

    as for โอกาส, meaning 'opportunity', it isn't necessarily about a point in time. people might have or not have particular opportunities due to socio-economic factors, or living in a particular place, or some personal limitations - as is the case here. we might also be talking about a probability - also the case here.

    แต่หมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก
    but Mong had very little knowledge (education, expertise), so his chances of landing a good job were slim.

    admittedly, we COULD use 'chance' or 'opportunity' in all of the above sentences, but that's just because these words cover several meanings.

    all the best.

  6. #6
    Join Date
    Oct 2006
    Location
    USA
    Posts
    319
    Thanks
    0
    Thanked 8 Times in 3 Posts

    Re: Thai Short Story

    Quote Originally Posted by jaibaan View Post
    อาจจะมีจังหวะดีๆที่หมงจะเปลี่ยนงานไปทำอย่างอื่นได
    แต่หมงมีความรู้น้อย โอกาสที่จะได้งานดีๆก็ยาก


    I noticed the writer switched between these two words in referring to employment opportunities. What's different about them in this context that would cause the writer to choose one word over the other?
    In creative writing, we avoid using the same word over and over because it is boring. จังหวะ and โอกาส can be use interchangeably.

    Each writer has his/her own style.

  7. #7
    Join Date
    Mar 2003
    Location
    U.S.
    Posts
    831
    Thanks
    0
    Thanked 6 Times in 6 Posts

    Re: Thai Short Story

    Thanks. Looking back now I can see how a skill set might be considered as more set in stone compared to an ongoing search that might yield a new opportunity simply based on something popping up somewhere along that search timeline.

  8. #8
    Join Date
    May 2008
    Location
    Bangkok
    Posts
    11
    Thanks
    0
    Thanked 0 Times in 0 Posts

    Re: Thai Short Story

    Thanks for the story. I'll print this out and save it for a bedtime...
    Always interested to read any Thai stories, articles etc etc

  9. #9
    Join Date
    Oct 2006
    Location
    USA
    Posts
    319
    Thanks
    0
    Thanked 8 Times in 3 Posts

    Re: Thai Short Story

    Here are the mp3 files.
    Attached Files Attached Files

  10. #10
    Join Date
    Oct 2006
    Location
    USA
    Posts
    319
    Thanks
    0
    Thanked 8 Times in 3 Posts

    Re: Thai Short Story

    Thank you so much aanon for your useful explanation.

    Here are some more mp3 files.

    Djaidee --คราวหน้าต้องคิดเงินค่าmp3 filesด้วยนะ (ล้อเล่นนะ)
    Attached Files Attached Files

Thread Information

Users Browsing this Thread

There are currently 1 users browsing this thread. (0 members and 1 guests)

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •