PHP Warning: preg_replace(): The /e modifier is no longer supported, use preg_replace_callback instead in ..../includes/class_bootstrap.php(433) : eval()'d code on line 110
บทความเรื่องวันสิ้นโลก 2012 อุบัติภัยวันสิ้นโลก
Results 1 to 2 of 2
  1. #1
    Join Date
    Jan 2006
    Location
    .
    Posts
    4,890
    Thanks
    0
    Thanked 10 Times in 3 Posts

    บทความเรื่องวันสิ้นโลก 2012 อุบัติภัยวันสิ้นโลก

    (This e-mail forward seemed too long for the E-mail forward thread...and sorry I couldn't re-paste the pictures)

    เชื่อไหม


    ............................................

    บทความเรื่องวันสิ้นโลก
    2012 อุบัติภัยวันสิ้นโลก


    ด้วยความสงสัยของว่าทำไม 2012 จะมีข่าวลือเกี่ยวกับวันสิ้นโลกมากมายเหลือเกินบางแห ล่งก็อ้างน้ำท่วมจาเหตุโลกร้อนบางแหล่งก็อ้างไบเบิ้ล เพราะพระเจ้ากำหนดมาแต่มีสิ่งที่นึงที่มีทั้งหลักฐาน ทางวิทยาศาสตร์พร้อมเกี่ยวปรากฎการณ์ที่อาจหลีกเลี่ย งไม่ได้และถ้าเกิดขึ้นก็จบ... ไม่เหมือนกับ LHC ที่กลัวโอกาสว่าจะเกิดหรือเปล่าเท่านั้น เรื่องนี้คือเรื่อง ดาวปริศานาดวงที่ 12 ของ ระบบสุริยะจักรวาลถ้าใครได้พอดูความปี 2002 จะได้ทราบว่า นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบ ดาวดวงที่ 12 ขึ้นมาอยู่ในระบบกาแล็คซี่เราดื้อๆแต่ความเป็นจริงนั กดาราศาสตร์รู้จักดาวนี้มาตั้งแต่ปี 1982 แล้วซึ่งเป็นข่าวใหญ่โตมากช่วงเดือน พฤษภาคม เพราะผมก็ได้ดูเหมือนกันมันคือดาวที่มีชื่อตั้งทางวิ ทยาศาตร์ว่า นิบิรุ (Nibiru)


    และด้วยหลักฐานโบราณวัตถุและนักโบราณคดีได้กล่าวไว้เ นืองๆ ว่า...สิ่งของที่ไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้เ กิดจากดาวดวงนี้
    แต่สิ่งที่เรารับรู้คือเจอดาวเคราห์ดวงใหม่ แล้วก็จบ...ทำไมถึงกล่าวอ้างเช่นนั้น? สิ่งที่เราไม่รู้มันคือสิ่งนี้ครับ....ดาวดวงนี้ทุนเ ดิมไม่ได้อยู่ในระบบกาแล็คซี่ทางช้างเผือกมาแต่เนิ่น ๆ อยู่แล้วแต่... มีวงโคจรกว้างใหญ่ไพศาลมาก จนมาทับซ้อนลงบนกาแล็คซี่นี้

    แปลว่า... ที่นักวิทยาศาสตร์เห็นเพิ่มมาดวงก็แปลว่ามันโคจรเข้า มาใกล้กาแล็คซี่เราสินะ ถูกครึ่งเดียวครับ ความจริงมันเเข้ามาทับวงโคจรทั้งแถบเลย


    อันนี้ใช้เทคโนโลยี้ขั้นสูงในการถ่ายซูมครับ ทำให้รู้ได้ว่า ดาวนี้เป็น ดาวฤกษ์ครับและทับเข้ามาแค่ไหนเส้นทางการเดินทางของว งโคจรดาว นิบิรุ เข้ามาทับเส้นเดียวกับโลกเลยครับแปลว่า... มันมีสิทธิชนโลกเราอย่างแน่นอน!!!

    รูปนี้คือเส้นวงโคจรของดาวนิบิรุครับ

    มันเข้าใกล้มาจริงเร้อ?เส้นทางวงโคจร ทำให้เรารู้ได้ว่าทางเราส่องดาวบริเวณทิศใต้สุดของดา วโลกเราจะเห็นแต่ปัจจุบันนี้ ปีนี้สามารถเห็นได้ด้วยเปล่าแล้ว

    (เส้นขาวๆ คือลูกศรชี้ตำแหน่งดาวนิบิรุครับ)

    และสำหรับคนที่อยากเห็นแต่ไม่มีตังไปออสเตรเลียหรือป ระเทศอะไรที่อยู่ทางใต้ของโลกนะครับแนะนำให้ลองใช้โป รแกรม googleSky ดู ท่านจะเห็นเป็นวงแดงๆ อยู่วงเดียวทั้งท้องฟ้า นั่นหละครับ นิบิรุ...แล้วทำไม? มันเกี่ยวอะไรกับโบราณสถานและวัตถุในอดีตหละนักโบราณ ฯ สันนิษฐานว่า นิบิรุเคยโคจรเข้ามาใกล้ทีนึงแล้วในเมื่อหลายแสนปีก่ อนแต่มารอบนี้ มาเทียบและทาบวงโคจรของดาวนิบิรุ คาดว่ามีโอกาสที่จะชนกันสูงหรือแม้เฉียดกันก็เกิดอัน ตรายเพราะแกนของดาวมีสนามแม่เหล็กอยู่ อาจจะทำให้เกิดสภาพอากาศแปรปรวน เกิดภัยพิบัติธรรมชาติเกิดภาวะน้ำขึ้นกระทันหัน เกิดพายุต่างๆ นาๆและเค้าคาดการณ์ไว้แล้วว่า ปี 2012 เราสามารจะเห็นดาวนิบิรุ ใหญ่ขนาดดวงอาทิตย์ได้เลย เพราะมันเข้าใกล้เรามากแล้ว ข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอ เพราะ NASA แม่งปิดข่าว เพราะกลัวว่าถ้าประกาศข่าวนี้แก่ชาวโลกรู้ท่านลองคิด ดูสิว่าจะเกิดอะไรขึ้น! เมื่อท่านรู้ตัวว่าจะตายในอีกไม่กี่ปีข้าวหน้า ท่านจะใช้ชีวิตที่สุดเหวี่ยงเลยใช่มะ โลกจะเกิดอาชญากรรมเพิ่มขึ้น80% โลกทั้งโลกจะวุ่นวาย เค้าเลยปิดเป็นความลับ (เฮอๆดีเน้อ) แต่นักดาราศาสตร์ออกมาอธิบายเรื่องทฤษฎีความเป็นไปได ้กันอย่างจ้าละหวั่นข้อมูลที่ยังขัดแย้งกันอยู่คือ บางแหล่งบอก ดาวฤกษ์ และอุกกาบาต เพราะขนาดของมันใหญ่กว่าดาวพฤหัส 2 เท่า!!!(ดาวพฤหัสเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบน ี้)
    ข่าวใหม่ล่าสุด 23 พ.ค. 2552 ช่อง 11 (4 ทุ่ม) มีการคุยเรื่อง ภัยพิบัติล้างโลก 2012 อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้วชาญไฮโดรเจน จากองค์การนาซ่า และเป็นผู้บุกเบิกรถยนต์ Hydrogen ในประเทศไทย ด้วยวิธีการใช้ไฟฟ้าแยกน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง


    อาจารย์ สุมิตร" ทำงานในองค์การ NASA ในสายงานคือ ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อสร้างยานอวกาศ เพื่ออพยพผู้คนจาก อุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 (แต่รู้ในวงจำกัด) "อาจารย์ สุมิตร" ยืนยันว่าอีก 3 ปี ข้างหน้านี้ โลกกำลังจะเกิดหายนะขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 แน่นอน
    และคนในองค์การ NASA ทุกคนทราบเรื่องนี้มานานแล้ว แล้วได้สร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนจาก อุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 ใกล้เสร็จแล้ว (แต่ "อาจารย์ สุมิตร" ไม่ได้บอกว่าสร้างไว้กี่ลำ)


    (ตึกใบหยกที่เราแสนจะภูมิใจในความสูง)
    "อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวนั้นมีจริง ปัจจุบันมีมนุษย์ต่างดาวมาทำงานร่วมกับองค์การ NASA โดยสื่อสารทาง "โทรจิต" ในการถ่ายทอดความรู้ทางเทคโนโลยี เพื่อช่วยมนุษย์จากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 (มนุษย์บางคนเท่านั้นที่ถูกเลือกให้รอด) "อาจารย์ สุมิตร" ยังยืนยันด้วยว่าโลกมนุษย์เรา ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ในจักรวาลอื่นๆ ก็มีมนุษย์ต่างดาวประมาณ 200 จักรวาล ซึ่งโลกของเราเป็นเพียงจักรวาลเล็กๆ 1 จักรวาล เท่านั้น เราไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวหรอกนะ
    "อาจารย์ สุมิตร" บอกว่า มนุษย์โลกสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวมานานแล้วโดยท าง "โทรจิต" แต่ทาง "สหรัฐอเมริกา" นั้นค่อนข้างปกปิด เรื่องนี้ ทำให้คนส่วนมากในโลกไม่ร้ ในเมื่อไม่รู้ ก็จะมองว่าเรื่องมนุษย์ต่างดาวเป็นเรื่องเหลวไหล "อาจารย์ สุมิตร" เป็นนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA มาหลายปีแล้ว ท่านเคยไปบอกให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ของไทยควรเร่งสร้า งยานอวกาศ เพื่ออพยพคนไทยจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 โดยเร็ว เพราะ "คุณสุวิช" มีเทคโนโลยีในการสร้างแล้ว ขาดก็แต่งบประมาณเท่านั้น แต่กลับไม่มีใครเชื่อ แถมมองว่าท่านเป็นบ้าอีกด้วย พวกฝรั่งเขารู้กันมานาน เขาสร้างยานอวกาศเพื่ออพยพผู้คนจากอุทกภัยน้ำท่วมโลก ในค.ศ. 2012 เกือบเสร็จแล้ว แต่คนไทยยังไม่เชื่อ จะจมน้ำตายกันอยู่แล้ว ไม่รู้วันๆ คนไทยทำอะไรกันอยู่ น่าสงสารคนไทยจริงๆ"อาจารย์ สุมิตร" ยืนยันว่าอีก 3 ปี ข้างหน้านี้ โลกกำลังจะเกิดหายนะขึ้นจากอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012 แน่นอน นี่เป็นเรื่องจริง ที่ฝรั่งเค้าตื่นตัวกันมาก โดยเฉพาะในหมู่นักวิทยาศาสตร์อวกาศ แต่คนไทยเกือ! บทั้งหมดยังไม่รู้เรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ น่าสงสารคนไทยจริงๆ"อาจารย์ สุมิตร" กล่าวว่า คนไทยน่าจะเลิกทะเลาะกันได้แล้ว อีก 3 ปี ได้จมน้ำตายแน่ๆ เพราะอุทกภัยน้ำท่วมโลกใน ค.ศ. 2012นั้นเป็นวันหายนะที่ร้ายแรงมาก ร้ายแรงขนาดล้างโลกเลยทีเดียว ไม่งั้นมนุษย์ต่างดาวเค้าคงไม่มาทำงานร่วมกับองค์การ NASA เพื่อช่วยในการสร้างยานอพยพผู้คนในครั้งนี้เป็นแน่นี ่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เพราะ อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นนักวิทยาศาสตร์องค์การ NASA จริง มีตัวตนจริงๆ
    ลองหาข้อมูลของ อาจารย์ สุมิตร อิศรางกูร ณ อยุธยา ใน Google ดูนะ
    ฉะนั้นบอกคนที่คุณรักซะว่าคุณรักเค้ามากแค่ไหนเพราะอ ีก3ปี...คงไม่มีโอกาสได้บอก

    ทาง NASA ได้คํานวนไว้เเล้ว
    - ระบบอิเล็กโทรนิคจำนวนมากจะทำงานผิดปกติ (ระบบขีปนาวุธ ,computer)

    - การอพยพของฝูงสัตว์ เช่น นก หรือปลาวาฬ ทำให้สูญเสียทิศทางและอื่นๆ

    - ระบบภูมิคุ้มกันโรคในบรรดาสัตว์รวมถึงมนุษย์จะทำให้อ ่อนอย่างมาก

    - ทำให้ภูเขาไฟเพิ่มขึ้น, เกิดการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก แผ่นดินไหว และแผ่นดินถล่ม

    - สนามแม่แหล็กโลก (Magnetosphere) จะอ่อนแอลง และการแผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากดวงอาทิตย์จะเพิ ่มปริมาณถึงระดับอันตราย ก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังตามมา ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เเละในที่สุดเราก็จะตายกันหมด

    - กลุ่มวัตถุในอวกาศที่มีเส้นผ่านมากมายจะเฉียดเข้าใกล ้โลกได้ง่ายขึ้น

    -แรงดึงดูดของโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

    นอกกรอบ

    ทางโหราศาสตร์ - บ่งบอกว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์

    ทางโบราณคดี - อย่างที่พูดข้างต้นไว้...เป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของช าวมายันมีเเค่ 2012 เท่านั้น

    ทางการทำนาย - นอสตราดามุสได้ทำนายไว้กับราศีตีความแล้วสอดคล้องกับ ทางโหราศาสตร์

    ทางด้าน UFO - ผู้ที่ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวได้อ้างว่ามนุษย์ต่างดา วได้บอกเค้า(แล้วแต่ความเชื่อ...)
    ไม่ว่าจะทางใด ดูจากหลาย ๆ ทางแล้วชี้ไปในปีเดียวกัน ความเชื่อมั่นกับสิ่งที่จะเกิดในปี 2012 นั้นน่าจะมีอะไรเกิดการเปลี่ยนแปลงแน่ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ในปัจจุบันผมมั่นใจว่ามันน่าจะเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยสังเกตุจากผลกระทบจากภัยธรรมชาตินี่เอง เมื่อกลับมามองดูปี 2012 ก็เลยมานั่งพิจรณาดูเล่น ๆ (การนับเลขฐานสิบจะนบศูนย์ถึงเก้า) ถ้าเราตัดเลขสองออกก็จะได้เลขนับ 0->1->2 เมื่อมาดูเป็นปี พ.ศ. มันเป็นปี 2555 (เลยสวยมาก) ถ้าเราตัดเลขสองออกเช่นกัน จะได้เลข 5 เรียงตัวกัน 3 ตัวผมขอโยงไปเรื่องโหราศาตร์ที่จะมี โลก กาแล็คซี่ แ! ละดวงอาทิตย์ ที่จะเกิดการเรียงตัวกัน ผลลัพธ์นั้นคงบอกไม่ได้ อาจเกิดผลกระทบรุนแรงต่อโลกหรืออาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ ้นเลยก็ได้ เพราะสิ่งที่เราไม่รู้นั้นยังมีอีกมากมายทั้งในอวกาศ และจักรวาล ยังที่บอกไวว่าดาวเเบบเราไม่ได้มีเเบบนี้ใบเดียวจริง ๆมี200กว่าดวง

    ข้างล่างนี้เเล้วเเต่คนจะเชื้อคับ

    1.ประกาศจากองค์การ NASA วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) วันนั้นแกนโลกของเราจะพลิกกลับขั้ว คือ ขั้วโลกเหนือจะมาอยู่ที่ขั้วโลกใต้ ช่วงเวลานั้น โลกของเราจะไม่มีสนามพลังแม่เหล็ก เพื่อป้องกันตัวเองจากสนามพลังแม่เหล็ก และ รังษีต่างๆจากอวกาศ
    แล้ววัน นั้นจะเป็นวันเดียวกับที่ ดวงอาทิตย์จะพลิกกลับขั้วเช่นกัน เพราะดวงอาทิตย์จะพลิกกลับขั้วทุกๆ 11 ปี ปีล่าสุดคือปี พ.ศ. 2544 ถ้ามาถึงวันนี้ก็ 11 ปีพอดี (2544 + 11 = 2555) ขณะ ที่ดวงอาทิตย์กำลังพลิกกลับขั้วนั้น ดวงอาทิตย์จะแผ่สนามแม่เหล็ก และรังษีความร้อนสูงมายังโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โลก ไม่มีสนามแม่เหล็กป้องกันตัวเอง ผลคือ น้ำแข็งขั้วโลกละลายฉับพ! ลัน น้ำท่วมโลกฉับพลัน ไม่มีทางหนีได้ทัน ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555)
    <<<<<ภาพจําลองของ NASA
    2.ชาวมายา (ชนเผ่ามายาแห่งอเมริกากลาง) ทำปฏิทินใช้เองตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้ว ชนเผ่ามายานี้มีความสามารถในการคำนวนการโคจร การเกิดดับของดวงดาวอย่างไม่น่าเชื่อ คือเขาสามารถคำนวนว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์โดยใช้เวลา 365 วัน ตั้งแต่ 1,000 ปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับปฏิทินที่ชาวโลกปัจจุบันใช้กัน แล้วยังสามารถคำนวนเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลได้อย่ างแม่นยำมาก
    ชาว มายายังกำหนดวันสุดท้ายของปฏิทินของพวกเขาคือ วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) พวกเขาบอกด้วยว่า วันนั้นโลกจะถึงจุดสิ้นสุด (โดยบอกไว้เมื่อ 1,000 กว่าปีที่แล้ว) น่าแปลกมาก ทำไมมาตรงกับองค์การ NASA อ่ะ
    3. นาย Gordon-Michael Scallion เป็นผู้หยั่งรู้อนาคต (futurist) มีญาณทัศนะ(Spiritual Visionary) คือมองเห็นอนาคตด้วยญาณ มีความแม่นยำมาก เขาได้ทำนายว่า น้ำกำลังจะท่วมโลก จนหลายประเทศหายไปจากแผนที่ ประเทศที่เป็นเกาะจะจมน้ำทั้งหมด ประชากรโลกที่รอดตายมีเพียง 10% เท่านั้น เขาเชื่อว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในระหว่างปี 1998-2012 (พ.ศ.2541-พ.ศ.2555) และเขาได้สร้างแผนที่โลกใหม่หลังน้ำท่วมครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ Future Map Of The World ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1978 (พ.ศ. 2521) ซึ่งประเทศไทยเหลือแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น


    ทําไมหน้ากลัวยังงี้นะ
    ทำไมจึงไม่เป็นข่าวใหญ่โตหลายคนคงสงสัยผมได้ข้อมูลมา คับ
    หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่มีข่าวออกทาง TV
    เค้าประกาศเป็นข่าวใหญ่ทั่วโลกมาหลายปี! แล้วคับ ถ้าอยากจะอ่านย้อนหลัง
    ให้เข้า Google พิมพ์ว่า องค์การ NASA แกนโลกพลิก 2012
    หรือถ้าชอบอ่านภาษาอังกฤษให้พิมพ์ว่า Pole Shift NASA 2012

    ถ้าคิดว่า อะไรที่เป็นข่าวจะต้องออก TV ล่ะก็นะ
    พี่ๆคงเข้าใจผิดอ่ะคับ เพราะ TV เมืองไทยเค้าเซ็นเซอร์ เค้าไม่ได้ให้ออกทุกอย่างหรอก
    ข่าวบางอย่าง ประเทศอื่นเป็นข่าว แต่ในไทยไม่ออกข่าว มีมากมาย เพราะมีญาติอยู่ที่อเมริกา
    TV เมืองไทย ไม่ได้เสรีอย่าง อเมิกา

    ถ้าจะดูข่าวแบบไม่เซ็นเซอร์ ขอแนะนำให้ดูทาง เคเบิ้ล TV
    หรือติดจานดาวเทียม หรือ ตามข่าวจาก Internet เพราะสื่อแบบหลังๆนี้ ไม่มีการเซ็นเซอร์เนื้อหา มาแบบเต็มๆคับ
    หลายๆคนเค้าเลิกดู TV เมืองไทยแล้ว งี่เง่า ห่วยแตก ปัญญาอ่อน แหะๆ ดูแล้วหงุดหงิดอ่ะคับ

    เรื่องแกนโลกพลิกเนี่ย เป็นข่าวใหญ่ในอเมริกา และ ยุโรป เมื่อหลายปีก่อนแล้ว
    แต่เมืองไทยกลับไม่มีข่าว สงสารคนไทยจริงๆคับ ดีนะยังมี Internet

    เพราะถึงแม้ว่าคนทั่วไปจะรับรู้ทุกๆคน ก็ไม่เห็นจะมีประโยชน์อะไร ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
    แม้แต่องค์การ NASA เอง ก็ไม่มีทางแก้ไขอะไรเลย เพราะนี่คือมหันตภัยที่ใหญ่หลว! งที่สุด เท่าที่มนุษย์เคยพบมา
    ไม่มีทางแก้ไขอะไรได้ ทางรอดมีทางเดียว อพยพผู้คนไปดาวดวงอื่นคับ ซึ่งในทางปฏิบัติ น่าจะเป็นไปได้เพราะ NASAต้องหาทางออกได้เเน่


    เเละคุนจะทําไงต่อไป
    1 หาวิธีเอาตัวรอดที่จะอยู่บนโลกนี้
    2.อยู่เฉยๆ
    3.ไม่รู้เหมือนกัน
    หรือมันจะเป็นเเบบนี้
    ไมมีไครคิดไวเลย
    3ปีเท่านั้นรอดูกันเตอะ
    โลกเราหรือเนีย!!!!
    ว๊ากกกกกกกกก
    ประเทศไทย

    ข่าวคืบหน้า
    แกนโลกจะพลิกกลับขั้ว" Pole Shift " บรรดา ET กำลังให้ความช่วยเหลือในการรอดของมนุษย์
    เเละอาจเกี่ยวกับไดโนเสาตาย

    แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ทำนายการพลิกกลับขั้วของแม่เหล็กโลก อาจนำมาสู่การสิ้นสุดอารยธรรมมนุษย์ในปี 2012

    จากการทำงานของนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จำนวนหนึ่ง ที่ได้ศึกษาปรากฎการณ์แกนโลกพลิกตัว บอกว่าโลกและดวงอาทิตย์ ทั้งสองมีความเกี่ยวข้องกันและสัมพันธ์กัน โดยจะแลกเปลี่ยนพลังงานและใช้จนหมดกระบวนการหนึ่ง จนเกิดกระบวนการของการพลิกกลับ! ขั้วเกิดขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน เมื่อสัตว์จำพวกไดโนเสาร์ที่สาบสูญไปในช่วงเวลานั้น

    ดาว NIBIRU
    ที่สามารถมองเห็นด้วยกล้องดดาว
    ....ปัจจัยที่ดาวนิบิรุชนดาวโลกในปัจจัยข้อนี้มีโอกา ศชนถึง 95 เปอร์เซ็นโดยประมาณที่จะทำไห้โลกแตกและหายไปทั้งดวงแ ละอีก 3 เปอร์เซ็นโดยประมาณโลกจะหายไปส่วนหนึงดาวโลกจะเกิดกา รขาดสมดุลทางด้านแรงโน้มถ่วงและทำไห้โลกเราอาจจะเกิด การเปลี่ยนวงโครจรและทำไห้มนุษย์ตายและลอยเควงควางอย ู่กลางอากาศอีก 1 เปอร์เซ็นโดยประมาณดาวนิบิรุชนดวงจันทร์ทำไห้ดาวนิบิ รุเปลี่ยนวงโคจรทำไห้ไม่ชนโลกแต่สะเก็ดดวงจันทร์จะตก ลงมายังโลกและเกิดการเสียหายอยู่ดีและทำไห้น้ำถ้วมโล กเพราะไม่มีดวงจันทร์ทำไห้ไม่เกิดปรากฎการน้ำขึ้นน้ำ ลงจึงทำไห้นำถ้วมโลกอยู่ดีและอีก 0.02 โดยประมาณดาวนิบิรุเพียงแค่เฉียดโลกเฉยๆ
    ทัง3อย่างNASAว่าจะเกิดขึ้น(พร้อมกัน)ในวันที่ 22หรือ21 ธันวาคม ค.ศ.2012
    หรือ พ.ศ.2555

  2. #2
    Join Date
    Feb 2006
    Location
    N/A
    Posts
    1,487
    Thanks
    7
    Thanked 83 Times in 24 Posts

    Re: บทความเรื่องวันสิ้นโลก 2012 อุบัติภัยวันสิ้นโลก

    อีกบทความหนึ่งเกี่ยวกับ 2012 ลงในไทยโพสต์ 27 ธันวาคม 2552

    ความทรงจำนอกมิติ มันอาจจะมาตรงเวลาก็ได้

    ความแน่นอนกับความไม่แน่นอนนั้น หากมันยังไม่ได้เคลื่อนไปสู่จุดที่สุดของมันจริง มันก็มีความหมายไม่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้น เรื่องของบทความวันนี้จึงตีกันเผื่อเหนียว ที่พูดว่ามันอาจจะมาตรงเวลาก็ได้นั้น หมายถึง ค.ศ.2012 ที่ผู้เขียนได้ย้ำถึงความเป็นไปได้ของสภาพการณ์สองอย ่างสองประการ อันสำคัญยิ่งซึ่งจะเกิดขึ้นกับโลกและกับสังคมของมนุษ ย์ทั่วทั้งโลกเลย โดยจะไม่มีประชาชนคนใดหรือชุมชนสถานที่ไหนได้รับการย กเว้น แต่ไม่ใช่โลกแตกอย่างแน่นอน อาจจะพังไปบางส่วนโดยเฉพาะไบโอสเฟียร์ (biosphere) จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่สุดจะยิ่งใหญ่ที่ดาวเคราะห์โ ลก อย่าว่าแต่ไม่เคยเห็น แต่ทว่าแม้แต่ฝันถึงก็ไม่เคยฝันมาก่อน อย่างที่เนชันแนลจีโอกราฟิกแมกกาซีน ฉบับเดือนธันวาคม 2009 นำโฆษณาของไอบีเอ็มมาลง "สนทนากับดาวเคราะห์โลกผู้ทรงปัญญา" ว่าต่อไปนี้ "คือบัญชาที่สั่งให้ (ใครสั่ง? สวรรค์รึ?) ดาวเคราะห์โลกจะต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็คือบัญชาที่สั่งให้ดาวเคราะห์โลกจะต้องมีปัญญา " นั่นคือ บัญชาที่ทำให้ดาวเคราะห์โลกหรือมนุษยชาติ จำต้องเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนทั้งสองด้าน คือโลกกายกับจิตมนุษย์ อย่างหนึ่งไม่ดีกับอย่างหนึ่งดี กายอาจไม่ดี แต่จิตอาจจะเรียกว่าดีก็ได้ นั่นคือสภาวะล่มสลายทางโลกแห่งรูปกายภาพ กับการวิวัฒนาการของจิตมนุษย์สู่จิตวิญญาณ (หรือ noosphere) แต่มันก็เป็นเรื่องของดุลยภาพที่เป็นธรรมชาติอย่างปก ติ ซึ่งจะเกิดขึ้น-ในมาตรของโลก-อาจเรียกว่าทันทีทันใดก็ได้ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าสภาพการณ์ทั้งสองอาจจะเกิดขึ้นจ ริงๆ ก็ได้ นั่น-เพราะว่ามีเหตุผลพร้อมมูลทั้งศาสนาและวิทยาศาสตร์ อย่าลืมว่าในทางปฐพีวิทยานั้น มนุษยชาติมีความสุขกายสบายใจมานานนักหนา เพราะว่าเราอยู่ในยุคแห่งอินเตอร์เกลเชียลพีเรียด เรามีความสนุกสบายกับกายวัตถุนิยมกับความรู้ผิดๆ ที่คิดว่าถูกคิดว่าจริง อยู่กับระบบทุกๆ ระบบที่ได้มาจากความรู้ผิดๆ นั้น ไม่ว่าระบบนั้นจะเป็นระบบของสังคม ระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจ ระบบการศึกษา กระทั่งระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ที่มีเงินและบริษัทยาเป็นนายและประชาชนทั้งโลกเป็นทา ส

    ผู้เขียนได้พูดได้เขียนเรื่องของปี 2012 มานานร่วม 10 ปีแล้ว และที่เขียนเพราะมีเหตุผลที่เป็นความรู้ทั้งทางวิทยา ศาสตร์ ทั้งทางศาสนา ทั้งหมดไม่ใช่ว่ามีเจตนามองโลกในแง่ร้าย เพราะว่าจริงๆ แล้วการที่มองโลกด้านหนึ่งด้านใดโดดๆ เพียงด้านเดียวนั้นไม่มี มันจะมีสองด้านเสมอ เป็นดีกับชั่ว เป็นซ้ายหรือเป็นขวา เป็นข้างบนหรือล่าง เป็นหน้าหรือหลัง สองขั้วสุดโต่งเสมอไป ดุลยภาพหรือมัชฌิมาปฏิปทาคือชีวิต ฉะนั้นเอง ความทุกข์ทรมานไม่ชอบใจกับความสุขความพอใจ-ในความเห็นส่วนตัว-เป็นเรื่องที่มีผ้าคลุมบางๆ กั้นขวางไว้เท่านั้นเอง ทำไมชีวิตถึงจะต้องสนุกอย่างเดียว? ประเด็นคือ มันมีเหตุผลที่เป็นภาพรวมของชีวิตและมนุษยชาติจริงๆ คิดดูให้ดีๆ ที่ผู้เขียนจำเรื่อง 2012 ได้แม่น ส่วนหนึ่งเพราะเป็นผู้เขียนเองที่แปลวิทยานิพนธ์ของซ ูซาน แคนนอน ตอนที่เธอทำปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และหนังสือพิมพ์ ครับ-อนาคตที่เป็นบวก (Yes! The Positive Future, 2000) เอาธีสิสของเธอ (ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม) มาลง วิทยานิพนธ์ของเธอได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคม และอารยธรรมโลก "สมัยใหม่" ที่จะเกิดขึ้นและจำต้องเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 นี้ ในรูปแบบหนึ่งรูปแบบใดในสี่รูปแบบ ซึ่งเธอได้เสนอไว้ในวิทยานิพนธ์ของเธอนั้น ซึ่งสังคมอารยธรรมที่เรามีเราใช้กันอยู่มาช้านาน จนถึงในขณะนี้นั้นมันจะจบสิ้นลง-ขึ้นกับสถานภาพของชุมชน สังคมของประเทศที่จะลุกลามไปทั่วทั้งโลก กับสภาพการณ์ของระบบยุติธรรมและจิตสำนึกโดยรวมของประ ชาชน (law and level of mind) ในขณะนั้นๆ ซึ่งในทั้งสี่รูปแบของสังคมหรือประเทศต่างๆ ที่จะค่อยๆ ลุกลามไปทั่วโลก ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วซูซาน แคนนอน ดูจะเขียนไปในทำนองว่า น่าจะเป็นรูปแบบของสังคม อนารยธรรมและความป่าเถื่อน (anarchy) มากกว่ารูปแบบใด ทั้งนี้ก็เพราะว่าซูซาน แคนนอน คงจะเอาจิตใจของคนในสังคมขณะนี้ กับสภาพของระบบเศรษฐกิจของรัฐบาลและของประชาชนในเมือ ง-นครใหญ่ๆ ของประเทศตะวันตก เช่น อเมริกา หรือยุโรปเป็นบันทัดฐาน (รัฐบาลก็ไม่มีคนอยากเป็น เพราะไม่มีเกียรติและต้องรับผิดชอบสูง แถมไม่มีเงินเพราะเอาเงินไปช่วยประชาชนที่เดือดร้อนจ ากภัยธรรมชาติหมด) ในธีสิสของซูซาน แคนนอน นั่นเองที่ผู้เขียนได้ความคิดเรื่องปี 2012 ของพวกนิวเอจ ที่ประชากรจำนวนไม่น้อยกวาหนึ่งในสามของโลกเชื่อ (the crash of 2012!)

    นั่น-เสริมเติมคำทำนายของศาสนาทุกศาสนา กับความคิดทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าโลกจะร้อน "ดุจนรก" หรือน้ำท่วมโลก หรือยุคน้ำแข็งใหม่ หรือการย้ายขั้วโลก อุกกาบาตและอื่นๆ ที่ผู้เขียนค้นหามาเขียนเล่าว่า ทั้งหมดอาจจะเกิดขึ้นได้ในเร็วๆ วันนี้ หรือวันที่ 21 December 2012 เมื่อดวงอาทิตย์โคจรมาตรงกับจุดศูน์กลางของกาแล็กซี (Jose Arguelles: Galactic Research Institute, www.lawoftime.org; and Major Jenkins: Galactic Alignment, According to Mayans, Egyptians, Vedas Tradition, 2006) โดย ดร.โฮเซ อาร์กีเลส กล่าวว่า "วันที่ 21 เดือนธันวาคม ค.ศ.2012 คือวันที่ดวงอาทิตย์ของเราจะเคลื่อนมาทับกับจุดศูนย์ กลางของกาแล็กซีของเราพอดี (ระบบสุริยะจะโคจรไปรอบๆ จุดศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกได้ครบหนึ่งรอบ โดยใช้เวลา 250 ล้านปี) ซึ่งวันนั้นคือวันสำคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงวิวัฒ นาการของจักรวาลจากกายมาสู่จิต (โลกได้ผ่านวิวัฒนาการของ physicoshere-biosphere มาแล้ว ต่อไปนี้จะเป็นเวลาของ biosphere-nosphere transition-ตามที่ เตยา เดอ ชาดัง ศรีอรพินโธ และวลาดิเมีย เวอนาดสกี มองเห็นในสมาธิ ต่างกรรมต่างวาระกัน)-สำหรับประชาชนส่วนที่รอดพ้นธรณีประตู (ของความตายและความล่มสลายระดับโลกมาได้)" นัน-โฮเซ อะกีเลส บอกว่าโลกไม่ได้แตก แต่หากเป็นการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของโลกของจักรวาล จากสิ่งไม่มีชีวิต (physicosphere) มาเป็นวิวัฒนาการของชีววิทยา หรือสิ่งมีชีวิตในอดีต (biosphere) ซึ่งโฮเซ อะกีเลส ได้บอกว่าวิวัฒนาการทางชีววิทยาได้ก้าวมาถึงจุดจบแล้ ว-และโฮเซ อะกีเลส ก็กล่าวว่า "ความสำเร็จของเทคโนโลยี (ที่โฮเซ อะกีเลส เรียกว่า technosphere อันเป็นส่วนของ biosphere-ที่ข้อมูล (information) ซึ่งข้อมูลนั้นก็คือความหมาย (meaning) ที่จะต้องแปลด้วยจิตรู้หรือจิตสำนึกซึ่งได้เปลี่ยนแป ลงวิวัฒนาการสู่จิตวิญญาณ (spirituality) ตามเสปกตรัมของจิตไปเรียบร้อยแล้ว (spectrum of consciousness) ถึงจะแปลความหมายได้ถูกต้องตามเจตนาของจักรวาล เพราะฉะนั้นปี 2013 เป็นต้นไป จะเป็นปีที่จะมีวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาณหรือธรร มจิต (spirituality คือการเริ่มต้นของ noosphere) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวิวัฒนาการของโลกแห่งชีวิต ซึ่งมีจิตของมนุษยชาติเป็นจุดหมายปลายทางนั่นเอง (physicosphere-biosphere-noosphere) ถามว่ารู้ได้อย่างว่าจิตมนุษย์คือจุดหมายปลายทางของว ิวัฒนาการของจักรวาล หรือถามว่ารู้ได้อย่างไรว่าวิวัฒนาการมีแค่สาม spheres เท่านั้นเองหรือ? แล้วโลกพัง และประชาชนจำนวนมากยิ่งกว่ามากที่ตายด้วยภัยธรรมชาติ หลากหลายที่ว่านั่น มันเกี่ยวข้องกับจักรวาลอย่างไร? คำตอบที่ถามทั้งหมดนั้นได้อธิบายไว้แล้วในพารากราฟนี ้ กรุณาอ่านซ้ำๆ หลายๆ หน เพราะว่าอาจจะเป็นที่ผู้เขียนเองเขียนไม่กระจ่างพอก็ ได้

    ไล่มาตั้งแต่โลกได้มีชีวิตเกิดขึ้นมา จนกระทั่งมีมนุษยชาติเมื่อประมาณสองแสนปีที่แล้ว มนุษยชาติในภาพรวมเพิ่งจะย่างเท้าเข้าสูวัยรุ่น ไม่เคยทำอะไรถูกต้องธรรมชาติเลย หากว่าสิ่งที่ผู้เขียนคิด วิเคราะห์ เชื่อมั่น ตามที่ได้เขียนเล่ามาในบทความต่างๆ ซึ่งผู้เขียนได้มาจาก-น้อยหรือมาก-ศาสดา ปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์ที่อ้างอิงมาทั้งหมด ล้วนแสดงภาพใหญ่และภาพรวมของวิวัฒนาการ (ของจักรวาล ของโลกมนุษยชาติกับสังคม) อย่างน่าสนใจยิ่ง คือแสดงภาพลักษณ์ที่สอดคล้องต้องกันกับการวิวัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็กหรือมนุษย์แต่ละคนเป็นปัจเจ กอย่างใดก็อย่างนั้น (ดูญอง เปียเจต์ และโจเซฟ ซี. เพียร์ซ ด้วย) ในความเห็นของผู้เขียน มนุษยชาติยังเป็นเด็กที่เพิ่งย่างก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ความรู้เรื่องของโลกรอบๆ ตัวและตัวตนของตัวเอง ส่วนใหญ่ที่ได้มาจากประสบการณ์ตรงตั้งแต่ครบ 3 ขวบบริบูรณ์มาในช่วงการเจริญเติบโตระหว่างนั้น ทำให้ตัวเองมั่นใจว่า ตนเองได้เรียนรู้โลกรอบๆ ตัวที่สำคัญต่อ "การอยู่รอด" กับเรียนรู้ตัวตนของตัวเองได้ทั้งหมดแลัว เพราะไม่รู้ว่าที่ตัวเองคิดอย่างมั่นใจว่า ที่คิดนั้นเป็นแต่เพียงได้เรียนรู้เฉพาะที่สำคัญๆ ของหนึ่งการเรียนรู้ ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดถึงสามการเรียนรู้-รู้รอด รู้เพื่อรู้ (intellectual การเข้าโรงเรียน) และรู้แจ้ง-ดังนั้นเด็กวัยรุ่น (ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้วยฮอร์โมนเพศ) จึงทะนงตน "ข้าใหญ่" ไปตามเพศนั้นๆ นั่นคือธรรมชาติของวิวัฒนาการ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลจะต้องเป็นไปตามนั้น

    ฉันใดฉันนั้น มนุษยชาติโดยเผ่าพันธุ์ก็ต้องเป็นเช่นนั้น ตามที่ ปิแอร์ เดอ ชาดัง ศรีอรพินโธ วลาดิเมีย เวอนาดสกี และนักจิตวิทยาแทบจะทุกคนรวมทั้ง เคน วิลเบอร์ (spectrum of consciousness) จะมองเรื่องของวิวัฒนาการไม่ว่าของสิ่งใด มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต รวมทั้งจักรวาลกับโลก หรือมนุษยชาติกับสังคมของมนุษย์ล้วนคิดไปทำนองนั้น นั่นคือ physicosphere-biosphere-noosphere ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งก็คือหัวใจของอิทัปปัจจยตา การคลี่ขยายเป็นวัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุดที่วิทยาศา สตร์เพิ่งค้นพบ (non-linear dynamicity)

    เพราะฉะนั้น ผู้เขียนจึงคิดว่าครั้งนี้ "มันอาจจะมาตรงเวลาก็ได้" มัน-ในที่นี้คือสองอย่างสองประการที่ได้อ้างถึง-ความล่มสลายบางส่วนที่อาจเป็นส่วนใหญ่ของโลกแห่งรูปก าย กับการเปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาณ (biosphere to noosphere)-ซึ่งหมายความว่าต่อไปนี้มนุษยชาติและสังคมของมนุษย์ โดยรวมจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดใหญ่หลวง จนเราไม่อาจมองเห็นหรือคาดเดาอย่างไรได้แม้แต่น้อย เพราะว่ามันไม่เคยมีมาก่อน ประเทศไทยจะไม่มีหรือมีน้อยในปัญหาและวิกฤติต่างๆ การขัดแย้งแตกแยก ปัญหาแยกดินแดน ปัญหาข้าราชการกับนักการเมืองคอรัปชั่น กระทั่งปัญหาเศรษฐกิจ การศึกษา ยาเสพติด ฯลฯ จะน้อยลงๆ ครั้งแรกที่ physicosphere เปลี่ยนเป็น biosphere หรือวงจรแห่งชีวิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อร่วม 3,500-4,000 ล้านปีมาแล้ว และโลกก็ไม่แตกด้วย ในทางวิทยาศาสตร์คาดกันว่า มีการเคลื่อนย้ายของแผ่นเปลือกโลกขนานใหญ่ มีดาวหางอุกกาบาตวิ่งมาชนโลก มีการย้ายขั้วโลกหรือบางส่วนมาแล้ว-เฉกเช่นครั้งนี้-ทั้งนั้น

    ทั้งหมดจึงมากกว่าเป็นไปได้ อย่าลืมว่าการอธิบายปฏิทินของชาวมายา โฮปี อียิปต์และฮินดูโบราณนั้น ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งกว่าประวัติศาสตร์ที่บ ุคคลเขียนขึ้นมากนัก ความล่มสลายโลกในครั้งนี้ หากจริงคงจะได้พิสูจน์เสียทีว่า ระหว่างบังเอิญและกายวัตถุนิยม กับจิตและจิตวิญญาณนั้น อันไหนคือความจริงแท้กว่ากัน.

Thread Information

Users Browsing this Thread

There are currently 1 users browsing this thread. (0 members and 1 guests)

Posting Permissions

  • You may not post new threads
  • You may not post replies
  • You may not post attachments
  • You may not edit your posts
  •